นี่คืออภิมหาบทความรวมชุดความจริง ครบถ้วนทั้ง 46 บท ที่เรียบเรียงร้อยเนื้อหาตั้งแต่ข้อ 1 ถึงข้อสุดท้าย
ภาคที่ 1: ตบะกรรมฐานและ #วัตรปฏิบัติขั้นอุกฤษฏ์ (บทที่ 1 - 12)
- บทที่ 1: หลวงพ่อผู้มีคุณลักษณะอันเป็นเลิศในการบำเพ็ญทุกกรกิริยา ท่านเคยผ่อนอาหาร (ลดการฉัน) มาแล้วหลายครั้งเพื่อเคี่ยวกรำตนเอง จนสังขารซูบผอมและน้ำหนักตัวลดลงไปมากถึง 25 กิโลกรัม
- บทที่ 2: ท่านเคย #ปักกลดนอนข้างศพในป่าช้า โดยนอนห่างจากร่างไร้วิญญาณเพียง 3 เมตรเป็นเวลานานมากกว่า 1 เดือนเต็ม เพื่อรอตามหาญาติมารับไปประกอบพิธีตามศาสนา
- บทที่ 3: ท่านมีตบะเป็นเลิศครั้งหนึ่งนิ้วเท้าอักเสบเป็นหนองรุนแรง ท่านตัดสินใจดึงเล็บเท้านิ้วโป้งออกด้วยตัวเองสด ๆ โดยไม่ใช้ยาชา และท่านยังเดินเท้าเปล่าหลายปี จนเท้ายับเยินและบานออก ท้ายที่สุดแผลสะสมจนติดเชื้อในกระแสเลือดขั้นวิกฤต หมอต้องสั่งแอดมิดและเจาะเลือดตรวจทุกวันเกือบหนึ่งอาทิตย์
- บทที่ 4: บ่อยครั้งที่ท่านมักเข้าไปปฏิบัติธรรมในป่าช้า เชิงตะกอน และสุสาน ในช่วงกลางดึกเพียงผู้เดียว ซึ่งสถานที่ทั้ง 3 แห่งนี้ตั้งอยู่รวมกันในผืนดินเดียวกัน
- บทที่ 5: ในระหว่างปฏิบัติธรรมในป่าช้าผืนนั้น ท่านเคยเผชิญหน้าผจญกับปอบแนว “ห่าก้อม” ที่มีความน่ากลัวคล้ายในภาพยนตร์เรื่องธี่หยด แต่ด้วยจิตที่แกร่งกล้า ท่านไม่ย้ายหนีและปักหลักอยู่ที่นั่นเป็นเวลานานเกือบสามเดือน
- บทที่ 6: ท่านมีจิตเมตตาสูงส่งอย่างหาที่สุดไม่ได้ ยินดีที่จะเอาตัวเองเข้าเสี่ยงและยอมรับอันตรายทุกรูปแบบที่อาจเกิดขึ้น เพียงเพื่อช่วยเหลือคนและสัตว์ตกทุกข์ได้ยากที่ท่านได้เดินไปพบเจอระหว่างทาง
- บทที่ 7: ท่านมีตบะสูงในการเดินและตากแดด บางครั้งเริ่มออกเดินเท้าเปล่าตั้งแต่ช่วงเที่ยงวันท่ามกลางแดดที่แผดเผา บนถนนลาดยางมะตอยที่ร้อนจัดยาวนานไปจนถึงมืดค่ำ
- บทที่ 8: แม้ไอร้อนจากถนนจะกัดจนเท้าพองเป็นตุ่มน้ำพุพอง และตัวท่านเองก็มีโรคประจำตัวคือโรคเบาหวาน แต่ท่านก็ยังคงก้าวเดินเท้าเปล่าต่อไปด้วยใจที่เด็ดเดี่ยว จนสังขารไม่ไหวจริงๆ จึงยอมไปหาหมอ
- บทที่ 9: ในเรื่องการขบฉัน ท่านไม่ได้ฉันเพียงอาหารคาวทั่วไป แต่จะมีบางช่วงเวลาที่ท่านสลับมาถือศีลกินเจอย่างเคร่งครัด
- บทที่ 10: ความเรียบง่ายในการฉันคือ ไม่ว่าจะเป็นอาหารเจ อาหารคาว หรือของหวาน ท่านจะนำทุกอย่างมาผสมรวมกันในบาตรเดียวแล้วจึงฉัน เพื่อฝึกจิตไม่ให้ยึดติดในรสชาติอาหาร
- บทที่ 11: ท่านมีการปฏิบัติธรรมขั้นสูงสุดด้วยการถือเนสัชชิก (หลังไม่สัมผัสพื้นเลย) บางครั้งยาวนานต่อเนื่องกันเกิน 2 เดือนเต็ม
- บทที่ 12: หากนับรวมตลอดหลายปีที่ผ่านมา ช่วงเวลาที่ท่านนอนหลับแบบคนปกติทั่วไปมีรวมกันไม่ถึง 2 ปี เพราะท่านทุ่มเทเวลาไปกับการฝึกจิต จนทุกวันนี้ท่านต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องกระดูกอย่างรุนแรง
ภาคที่ 2: สัจจะแห่งการละวาง และการก้าวข้ามขีดจำกัด (บทที่ 13 - 22)
- บทที่ 13: ท่านเคยตั้งสัจจะปฏิบัติธรรมขั้นเด็ดขาด เพื่อฝึกจิตให้ก้าวข้ามขีดจำกัดของร่างกาย ด้วยการเข้าสู่สภาวะไม่นอนหลับและไม่อาบน้ำเลยติดต่อกันนานกว่า 3 วัน 3 คืน
- บทที่ 14: ท่านฝึกปฏิบัติธรรมเพื่อการปล่อยวาง ขจัดอัตตา และคลายความยึดมั่นถือมั่น โดยเปิดใจยอมรับและสามารถอยู่ร่วมกับวัตถุหรือสิ่งของที่ผู้คนทั่วไปรู้สึกรังเกียจและขยะแขยงมากๆ ได้อย่างสนิทใจ
- บทที่ 15: ท่านเป็นพระผู้เปี่ยมด้วยปัญญาและไอเดียสร้างสรรค์ มักคิดค้นและพัฒนา “นวัตกรรมใหม่ๆ” ออกมาอยู่เสมอ ทั้งนวัตกรรมทางรูปธรรมที่จับต้องได้ และนวัตกรรมทางนามธรรมที่จับต้องไม่ได้ เพื่อประโยชน์ในทางธรรม
- บทที่ 16: ท่านไม่ยึดติดในลาภสักการะเลยแม้แต่น้อย หลายครั้งที่ญาติโยมนำเงินมาถวาย ท่านจะยกปัจจัยทั้งหมดนั้นบริจาคต่อให้กับมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือสังคม หรือถวายต่อให้กับพระมหาเถระผู้มีบารมีล้นฟ้า
- บทที่ 17: เพื่อยกระดับการปฏิบัติธรรมและแสวงหาแก่นแท้แห่งธรรม ท่านได้จาริกเดินทางไปศึกษาและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทางธรรมกับวัดที่ดังมากๆ มาแล้วหลายวัดทั่วประเทศ
- บทที่ 18: ท่าน #ปฏิบัติธรรมแบบมอบกายถวายชีวิต จนร่างกายต้องเข้าโรงพยาบาลมาแล้วอย่างน้อย 4 ครั้ง ซึ่งทุกครั้งล้วนเกิดจากการเคี่ยวกรำตนเอง และมีครั้งหนึ่งที่เกิดภาวะวิกฤตสูงมากจนแพทย์ต้องเจาะเลือดตรวจทุกวันในระหว่างรักษาตัว
- บทที่ 19: ที่โรงพยาบาล 5 แห่ง ท่านมีสัจจะที่จะไม่รับบาตรจากผู้ที่อยู่ในชุดหมอหรือพยาบาลเลย เพราะท่านรู้เรื่องของบุคลากรทางการแพทย์เหล่านี้
- บทที่ 20: ท่านจะเลือกรับบาตรเฉพาะจากมือของคนไข้หรือญาติโยมที่มารักษาตัวเท่านั้น เพื่อโปรดผู้ตกทุกข์ได้ยากและให้พวกเขาได้สร้างบุญเป็นที่พึ่งทางใจในยามป่วยไข้
- บทที่ 21: ท่านแสดงความเด็ดเดี่ยวด้วยการตัดขาดความสัมพันธ์กับคนในอดีตก่อนบวชออกจนหมดสิ้น ไม่ได้ติดต่อหรือพูดคุยกับใครเลยตั้งแต่ช่วงก่อนสถานการณ์โควิด ทั้งนี้เพื่อละทิ้งเรื่องราวทางโลกและมุ่งสู่ความสำเร็จทางธรรมขั้นสูงสุด
- บทที่ 22: บ่อยครั้งที่ท่านมักจะสวมบทบาทเป็นคนเจ้าอารมณ์ ตอบโต้กลับพวกที่แกล้งยั่วโมโหพระ ทั้งนี้เพื่อดัดหลังและแก้นิสัยพวกที่ชอบ #แสวงหาพระอริยะแบบวิปริต
ภาคที่ 3: เมตตาธรรม และอุบายธรรมเหนือสมมุติ (บทที่ 23 - 32)
- บทที่ 23: ท่านมีจิตเมตตาและเกรงใจโยมอย่างมาก มักจะไม่ขึ้นรถเมล์หากเห็นว่าคนแน่น เพราะคำนึงว่าคนนั่งที่สำหรับพระจะต้องลุกไปยืนสละที่นั่งให้ท่านตามธรรมเนียม เว้นแต่ในเวลาที่ท่านมีกิจนิมนต์จำเป็นและรีบด่วนจริงๆ เท่านั้น
- บทที่ 24: ท่านมีสัจจะเด็ดขาดในการ “ไม่รับเงิน” ในวันพระบางวัน, มหาวิทยาลัยบางแห่ง, โรงพยาบาลบางแห่ง และสถานีขนส่งบางจุด
- บทที่ 25: โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ที่มีผู้คนยึดมั่นถือมั่นในวัดแถวบ้านอย่างสูง การไม่รับปัจจัยของท่านถือเป็นอุบายธรรมในการกระตุกจิตให้คิดเรื่องบุญกุศลที่แท้จริง
- บทที่ 26: ท่านมีญาณทัศนะที่เฉียบคมและดูคนไม่ดีเก่งมาก คนที่ทำกิจการหรือธุรกิจใหญ่ๆ ควรหาโอกาสพาคนสนิทหรือลูกน้องมือขวามาให้ท่านช่วยทดสอบจิตใจ เพื่อตรวจเช็กความซื่อสัตย์
- บทที่ 27: ท่านยินดีรับปัจจัยจากผู้ถวายเพียง 2 ประเภทเท่านั้น ประเภทแรกคือ ผู้ที่แสวงธรรมจากพระอริยะและสนับสนุน และเกิดความเลื่อมใสศรัทธาอย่างแท้จริง
- บทที่ 28: ประเภทที่สองคือ ผู้ที่ค้นหาเทวทัติแล้วแฉให้โลกรู้จนออกจากศาสนาไป
- บทที่ 29: จากการเดินทางออกตรวจในหลายเขตพื้นที่ ท่านรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้พบว่าคนใส่เงินในบาตรน้อยลง โดยท่านมีดำริว่าคนไทยควรเลือกใส่เงินให้เฉพาะพระที่มั่นใจว่าดีจริงเท่านั้น
- บทที่ 30: เหตุผลเพราะพระที่ยังมีตัณหาความโลภ ย่อมจะหาทางใส่ร้ายทำลายพระอริยะอยู่เสมอ เพื่อหวังผลให้ลาภสักการะและผลประโยชน์ทั้งหลายตกแก่ตนมากขึ้น ดังนั้นถ้าไม่ได้เงินจากโยมแล้วคนพวกนี้ก็จะออกจากศาสนาไป
- บทที่ 31: ท่านสามารถนั่งสมาธิติดต่อกันเป็นเวลานานจนความเจ็บปวดทั้งหลายที่เกิดจากการนั่งสมาธิดับไปเอง หรือที่เรียกว่า “นั่งจนเวทนาดับสิ้น” โดยสภาวะขั้นสูงนี้ท่านสามารถทำได้ตั้งแต่ก่อนที่จะเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์เสียด้วยซ้ำ
- บทที่ 32: ท่านมีประสบการณ์แปลกประหลาดคือ ไม่สามารถเทศน์บรรยายธรรมให้กับคนบางคนได้ เพราะทุกครั้งที่พยายามพูดเรื่องธรรมะ ท่านจะมีอาการแสบคออย่างรุนแรงจนพูดไม่ออก แต่ที่น่าทึ่งคือหากเปลี่ยนไปคุยเรื่องทั่วไปทางโลกกลับคุยได้ปกติไม่มีอาการ สะท้อนถึงเรื่องวิบากกรรมรุนแรงจนรับธรรมไม่ได้
ภาคที่ 4: เครือข่ายทีมสหธรรมิกผู้ทรงญาณบารมี (บทที่ 33 - 41)
- บทที่ 33: ท่านไม่เคยมีแฟนหรือคนรักเลยแม้แต่คนเดียวตั้งแต่เกิดมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งตอนนี้อายุของท่านมากจนเด็ก ๆ ต่างพากันเรียกว่าหลวงลุงแล้ว ถือเป็นเพศพรหมจรรย์ที่ไม่เคยมีคู่รักมาตลอดชีวิต
- บทที่ 34: ท่านมีพระอาจารย์ที่คนเล่าลือว่าต่ออายุขัยได้
- บทที่ 35: สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ท่านได้เกิดสภาวะธรรมชั้นสูงที่มีความคล้ายคลึงกับพระภิกษุสงฆ์ในกลุ่มที่สำคัญและมีบารมีสูงในยุคพุทธกาลถึง 2 รูป
- บทที่ 36: ท่านมีสหายธรรมผู้เปี่ยมด้วยตบะญาณขั้นพิเศษ ที่สามารถสอนให้คนเปิดจิตจนมองเห็นตัวเลขโชคลาภได้ในเวลาอันสั้น บางครั้งสอนแค่วันเดียวก็เกิดตัวรู้แล้ว แต่มีสัจจะว่าวิชานี้จะไม่สอนให้แก่ผู้ที่ไม่ปกป้องพระอริยะ
- บทที่ 37: ท่านมีสหายธรรมอีกรูปหนึ่งที่ตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็งตั้งแต่ขั้นแรก แต่พระรูปนั้นก็ไม่เคยกลับไปโรงพยาบาลอีกเลยนับตั้งแต่วันแรก เป็นเวลายาวนานเกือบ 4 ปีจนถึงปัจจุบัน แต่ยังคงดำรงธาตุขันธ์ปฏิบัติธรรมต่อไปได้อย่างปาฏิหาริย์
- บทที่ 38: ท่านมีพระที่เป็นสหายธรรมเคยเผชิญหน้าวัดใจกับผีร้ายประเภทเดียวกับในภาพยนตร์เรื่องธี่หยด ซึ่งการวัดใจครั้งนั้นถือได้ว่าสหายธรรมของท่านเป็นฝ่ายชนะและสยบความกลัวลงได้
- บทที่ 39: ท่านมีสหธรรมิกคนสำคัญผู้จัดทำเอกสารบันทึก “วีรบุรุษของพระอริยะ” เวอร์ชัน 1 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า มีขบวนการมืดที่คอยทำลายพระอริยะที่เดินทางโปรดสัตว์ตามคำสั่งของพระพุทธเจ้า และนั่นจะเป็นเหตุให้ศาสนาพุทธต้องสิ้นสุดลง
- บทที่ 40: ในเอกสาร “วีรบุรุษของพระอริยะ” เวอร์ชัน 2 มีการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างน่าตกใจว่า การปล่อยให้ขบวนการมืดไล่ล่าทำลายพระอริยะที่ออกเดินทางโปรดสัตว์เพียงผู้เดียว จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงจนเป็นเหตุให้ประเทศชาติย่อยยับและต้องเสียเอกราชในที่สุด
- บทที่ 41: ท่านมีสหธรรมิกคนสำคัญที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงระบบและกลไกเบื้องหลังเหตุการณ์ขบวนการมืดลักทรัพย์ยกเค้าขึ้นบ้านดารานักแสดงคนดัง “แน็ก ชาลี” ว่าระบบนั้นมันคืออะไร
ภาคที่ 5: ทางลัดแห่งปัญญา และสัจจะท้าชนขบวนการมืด (บทที่ 42 - 46)
- บทที่ 42: ท่านมีสหธรรมิกคนสำคัญผู้ค้นพบวิถีการฝึกจิตเฉพาะตัว และตั้งปณิธานที่จะน้อมนำ “ประสบการณ์รู้สรุปฉับพลันจิตสายฟ้า” มาถ่ายทอดให้มนุษยชาติสามารถเข้าถึงปัญญาญาณและตื่นรู้ โดยตั้งใจจะให้ทุกคนได้ประสบการณ์นี้ภายในวันเดียว ซึ่งทางลัดสั้นนี้เป็นภูมิธรรมขั้นสูงที่แม้แต่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ฉลาดที่สุดในโลกก็ไม่รู้
- บทที่ 43: ท่านมีสหธรรมิกคนสำคัญที่เคยพยายามถึง 5 ครั้ง เพื่อช่วยเหลือผู้หญิงสูงศักดิ์ที่เป็นขวัญใจของคนไทยจำนวนมากให้พ้นเคราะห์อันใหญ่หลวงแต่กลับต้องติดขัดและถูกบล็อกไว้โดยกลุ่มบริวารของตระกูลสูงศักดิ์นี้ ทำให้ไม่สามารถนำส่งข้อมูลสุดสำคัญไปถึงมือของหัวหน้าตระกูลได้
- บทที่ 44: ท่านเผชิญวิบากกรรมและเรื่องเลวร้ายรอบด้าน ทั้งเกือบตาย เกือบติดคุก ต้องเสียทรัพย์สินชิ้นสำคัญ ต้องบาดเจ็บ และผลงานระดับมรดกโลกของท่านถูกช่วงชิง ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ไม่ใช่เพราะท่านทำความผิดอะไรเลย แต่เป็นหมู่มารกระทำท่านและเกิดขึ้นหลายครั้งมาก แต่กลับไม่เคยมีคำว่าอยากสึกปรากฏขึ้นในจิตของท่านเลยแม้เพียงแวบเดียว (ข้อมูล ณ อาทิตย์แรกของฤดูเข้าพรรษาปี 2565)
- บทที่ 45: สหธรรมิกของท่านเชื่อมั่นสุดหัวใจว่ามีพระอริยะโดนกลั่นแกล้งจริง ทั้งถูกสึกโดยไม่ผิดตามพุทธบัญญัติ, โดนยัดข้อหาอาญา, โดนขโมยมรดกโลกด้านสันติภาพถาวร, โดนชุมชนข่มเหงจากการใส่ร้าย, โดนมั่วกฎหมายจนเกือบมรณภาพ, โดนคนแปลกหน้าทำเลวร้ายใส่ และโดนลักทรัพย์อย่างลำพองใจ ซึ่งเรื่องนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับวิกฤตเสี่ยงอาจเสียชาติเพราะทำลายพระอริยะจาริกในบทที่ 40
- บทที่ 46: เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจและท้าชนขบวนการมืด ท่านพร้อมท้าสาบานคู่พระมีตำแหน่งเดิมพันด้วยชีวิตต่อหน้าพระแก้วมรกตหรือพระคู่บ้านคู่เมือง, ท้าพระใหญ่ที่ตำหนิท่านให้สละเงินสะสมครึ่งหนึ่งพร้อมกับท่านให้โรงพยาบาลพร้อมออกข่าว, ท้าพระผู้มีอำนาจที่เกลียดพระจาริกมาเทศน์ประชันธรรมขั้นสูงและอัดคลิปออกสื่อ และท้าทายให้คนอยากจับผิดออกแบบ 20 คำถามจับผิดมาถามรัวๆใส่ท่านในระบบ “ถามปุ๊บตอบปั๊บ” รวมถึงสอบยันกับชาวบ้านในพื้นที่ หากจับผิดไม่ได้ ย่อมหมายความว่าเรื่องทั้งหมดนี้คือความจริงแท้ 100% ที่สังคมต้องหันมาฟัง และร่วมใจกันตามหาพื้นที่ 2,000+ ตร.ม. เพื่อเปลี่ยน #โพสต์เตือนภัยที่ชาติอาจจะถูกยึดเพราะการทำลายพระอริยะจาริกให้กลายเป็นนิทรรศการยักษ์ที่ใครก็ลบไม่ได้!
You must log in or register to comment.

